PicsArt

แต่งภาพให้ง่าย ด้วยโปรแกรม PicsArt บน windows 8

 

หลายคนมีโปรแกรมแต่งภาพที่อาจถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง แล้วแต่ความพึ่งพอใจของแต่คน นับวันยิ่งมีโปรแกรมแต่งภาพมาให้เลือกกันเยอะแยะ วันนี้ก็มีโปรแกรมแต่งภาพดีๆ อีกหนึ่งโปรแกรมที่ ชื่อ PicsArt บน windows 8 มาฝากกันครับ

Continue reading

ขึ้นชื่อว่าโปรแกรมแต่งภาพแล้ว หลายคนต้องคิดแล้วว่า ต้องมี ฟีตเจอร์มากมายอย่างแน่นอนครับ มาดูตัวอย่างกันเลยครับ

คนที่ใช้ Windows 8 อยู่ก็สามารถดาวน์โหลดได้ที่ Store เลยนะครับ

PicsArt

PicsArt-Dowload

หน้าตา PicsArt บน Windows 8

PicsArt-02

PicsArt

ถาม : แล้ว PicsArt ทำอะไรได้บ้าง?

ตอบ : ทำได้เหมือนกับโทรศัพท์ที่มีระบบปฏิบัติการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น WindowsPhone , iOS และ Android 

Effect : เอาไว้ใช้แต่งภาพ โดยจะมี Effect มากมายให้เราเลือก FX , Artistic , Pop Art ,Paper , Distort และ Corrections ซึ่งจะมีการปรับค่าต่างๆของภาพด้วยครับ

Camera : ใช้ถ่ายภาพ

Collage : ใช้แบ่งภาพ เมื่อเราต้องการเลือกภาพที่มีเยอะมาไว้ในภาพเดียว เป็นการสร้างสรรค์ภาพในไลฟ์สไตล์ของเราเอง มี 3 แบบ Grid , Frame และ Backgroung

Photo : หาภาพเพื่อแก้ไข เช่น Crop ,Flip/Rotate , Resize , เพิ่ม Effect , ClipArt , Frame , Border , Text เป็นต้น

Draw : การวาด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนเองครับ มี 2 แบบ Draw on Photo และ Draw Blank

จะเห็นว่าไม่ยากอย่างที่คิด เหมือนใช้ในโทรศัพท์เลยครับ

PicsArt

 

 

สร้างตัวหนังสือที่มีภาพด้านใน | Photoshop

 

สร้างตัวหนังที่มีภาพด้านในด้วย Photoshop ได้ด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เพื่อนำไปใช้ในงานอื่น

Continue reading

1.เลือกภาพที่เราต้องการ

text-in-pic-01

2.สร้างตัวหนังสือด้วย  ถ้าเรายังไม่รู้ว่าต้องใช้ขนาดเท่าไหร่ ให้ใช้ Horizontal Type tools (T) หรือถ้ารู้ขนาดแล้ว อาจจะใช้เครื่องชนิดอื่น ในหมวดนี้   

การขยายขนาด ในส่วนที่เราต้องการ Edit >> Free Tranform (หรือ ctrl+T) เมื่อขยายขนาดเรียบร้อยแล้วสามารถกด Enter ได้เลยครับ

Tips : เวลาที่ขยายตัวอักษรอาจจะกด shift ค้างไว้เพื่อให้สัดส่วนตัวหนังสือขยายพร้อมๆกันครับ

text-in-pic-02

3.คลิกขวา Layer ของตัวหนังสือที่เราสร้าง เลือก Rasterize Layer หรือใช้ Convert to Smart Object (จะเห็น Layer ตัวอักษรที่เราสร้างเปลี่ยนไป)

text-in-pic-03

4.ใช้ Quick Selection Tool ลากยาวจากหัวไปถึงท้ายตัวหนังสือ จะเห็นเป็นเส้น Select 

text-in-pic-04

5.กด ctrl+shift+i เป็นการ inverse เพื่อที่เราจะได้เฉพาะในส่วนของตัวหนังสือ

text-in-pic-05

 

6.เลือก Layer รูปภาพพื้นหลัง ดับเบิ้ลคลิก ให้เป็น Layer 0 เพื่อที่จะให้สามารถลบภาพได้

text-in-pic-06

 

7. ที่ Layer 0 (รูปภาพพื้นหลัง) สามารถกด Delete ภาพ >> ปิด layer ตัวหนังสือที่เราสร้าง >> Crop (Crop Tool) ภาพ และนำไปใช้ในงานต่อไปได้เลยครับ

text-in-pic-07

 

ย้อนหลัง/เดินหน้า ทีละหลาย step อย่างไร?

 

หลายคนอาจยังไม่รู้ ว่ามีการย้อนหลังมากกว่า 1 Step  เพราะการทำงานแต่ละอย่างอาจจะมีความผิดพลาด  โดยปกติทั่วไปเราจะย้อนหลังเพียง 1 step (คนที่ไม่รู้) หรือจากการใช้ History 

Continue reading

Tricks : Tips [Photoshop] ผมจะเสนอวิธีที่ง่ายกว่านั้น โดยใช้คีย์ลัด ctrl+alt+z (ย้อนหลัง) และ ctrl+shift+z (เดินหน้า) เพียงเท่านี้ก็ทำงานได้เร็วและสะดวก โดยไม่ต้องไปพึ่ง History แล้วครับ

หรือถ้าใครอยากทำให้หน้าต่าง History โชว์ ก็สามารถทำได้เช่นกันครับ ไปที่ Windows >> เลือก History 

history

 

ทำภาพหน้าเนียนให้เหมือนใช้ camera360 | lightroom

 

เทคโนโลยีได้มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ในเรื่องของภาพถ่ายเช่นกัน การที่มีฟีดเจอร์มาให้นักถ่ายภาพแต่งภาพทั้งหลาย ทำให้เรามีความสะดวกมากขึ้น วันนี้ผมก็จะมาสอนวิธีง่ายๆการทำภาพหน้าเนียนโดยใช้ Lightroom ครับ ง่ายจริงๆนะขอบอก

Continue reading

1.เลือกภาพที่เราต้องการ Import ภาพ >> Develop >> Basic

CMR-01

2.Presence >> Clarity

ในการปรับ Clarity ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่คน ทางซ้ายมือ (ด้านลบ) จะทำให้ภาพเนียนขึ้นมากหรือน้อย ในส่วนของด้านขวา (ด้านบวก) จะทำให้ภาพดูคมชัดมากขึ้น  อาจจะไม่ได้ดูเนียน … ในที่นี่ ผมใช้ -100 นะครับ จะได้เห็นความแตกต่าง เพียงเท่านี้ก็จะได้ภาพหน้าเนียนที่เราต้องการแล้วครับ สามารถ Export ได้เลย

CMR-02

ไม่พอเพียงเท่านี้ เราอยากจะทำให้เป็น ขาว-ดำ หรือ Sweet ก็ได้เช่นกันครับ

ขาว-ดำ  จากที่ทำขั้นตอนที่ 1-2 ไปใน Tool HSL/Color/B&W ให้คลิกที่ B&W ได้เลยครับ ภาพก็จะเป็น ขาว-ดำ หน้าเนียนได้ทันที สามารถปรับสีได้ตามต้องการ

CMR-03

Sweet จากที่ทำขั้นตอนที่ 1-2 แล้ว ไปใน Tool Split Toning

จะมีส่วนที่เป็น Highlights (Hue = 309 Saturation = 20) โทนสีจะออกม่วงแดง

และ Shadows (Hue = 243 Saturation = 35) โทนสีจะออกม่วงอ่อน

ปรับ Balance = -88 ในทางซ้ายมือ (ด้านลบ) ซึ่งจะเป็นฝั่งของ Shadows ครับ เป็นอันเสร็จสิ้นครับ

CMR-04

 

ทำปกนิตยสารง่าย ๆ เพียงใช้ tool แค่ 2 อย่าง | Photoshop

 

หลายคนเคยอ่านนิตยสาร หลายๆ นิตยสาร ออกแบบมาเรียบง่าย แต่ดูแล้วสบายตา วันนี้ผมจะมาสอนออกแบบปกนิตยสารแบบง่ายๆ ใช้เพียง 2 เครื่องมือเป็นหลักเท่านั้นครับ

Continue reading

ก่อนที่จะทำการออกแบบ เรามาทบทวนเกี่ยวกับพื้นฐาน (การจัดองค์ประกอบ) สักเล็กน้อยครับ พร้อมตัวอย่างนิตยสารกันก่อนนะครับ (ปล.ขอบคุณภาพจากนิตยสารต่างๆนะครับ)

 ตัวอย่างปกนิตยสาร

ตัวอย่างปกนิตยสาร

รู้พื้นฐาน พร้อมตัวอย่างแล้ว เราจะมาเริ่มทำปกนิตยสารของตัวเองกันเลย

1.เลือกภาพที่เราต้องการ ใช้เครื่องมือ Pen tool (หรือเครื่องมืออื่นๆที่แต่ละคนถนัด) โดยการลากเส้นในส่วนที่จะใช้ เมื่อเสร็จแล้ว กด ctrl+enter จะเห็นเป็นเส้น select

magazine-01

magazine-02

2.สร้างไฟล์ใหม่ แล้วนำ ภาพที่เราได้ตัดไว้แล้ว นำไปใช้ในไฟล์ที่เราสร้างใหม่

magazine-03

 

3.ใช้เครื่องมือ Horizontal type tool (ใส่ตัวอักษร) ในที่นี้เพื่อความเหมาะสม ทั้งขนาด สี หรือเพิ่มพื้นหลัง และเพื่อให้อ่านง่ายครับ

magazine-04

เห็นใช่หรือเปล่าครับ ใช้แค่ 2 เครื่องมือ ก็สามารถทำปกนิตยสารได้เอง

RAW VS. JPEG เรียนรู้เรื่องไฟล์ก่อนแต่งภาพ

ก่อนจะถึงการแต่งภาพ เราจะมาเรียนรู้ถึงไฟล์ภาพกันก่อนนะครับ ทั้งไฟล์ RAW และ JPG/JPEG ที่ส่วนใหญ่ใช้ในการแต่งภาพกัน ไม่ว่าจะเป็นดปรแกรมแต่งภาพต่างๆ

Continue reading

RAW

RAW เป็นไฟล์ภาพชนิดหนึ่งที่นักถ่ายภาพนิยมใช้ ส่วนใหญ่จะอยู่ในกล้อง DSLR โดยไฟล์ RAW จะไม่ผ่านกระบวนการภายในกล้อง จะบอกว่าเป็นไฟล์แบบดิบๆสดๆ ก็ย่อมได้ครับ หรือจะเรียกแบบเป็นทางการหน่อยว่า เซ็นเซอร์เห็นภาพอย่างไร ก็จะถ่ายทอดข้อมูลมาเป็นแบบนั้นนั่นเอง

RAW แตกต่างจากไฟล์ชนิดอื่นอย่างไร?

ทั่วไปแล้วไฟล์ชนิดอื่น เมื่อเราถ่ายภาพออกมาแล้ว เซ็นเซอร์รับภาพจะเข้าสู่กระบวนการภายในของกล้อง อาจจะมีการบีบอัดข้อมูล  การเพิ่มสีสัน ฯลฯ เมื่อเกิดกระบวนการนี้ขึ้นภาพที่เราถ่ายมาอาจทำให้มีการสูญเสียรายละเอียดไป ดังนั้น ภาพที่ได้จากไฟล์ RAW จะให้รายละเอียดและคุณภาพดั้งเดิมมากที่สุด

ข้อเสียของไฟล์ RAW 

ไฟล์ RAW เป็นไฟล์ที่ใหญ่ เพราะไม่มีการบีบอัด นอกจากนี้ยังต้องใช้โปรแกรมเฉพาะในการเปิดอีกด้วย

 

JPG/JPEG 

JPG/JPEG ไฟล์ที่นักถ่ายภาพทั้งมือสมัครเล่นหรือมืออาชีพที่นิยมใช้ถ่ายกัน ไม่ว่าจะเป็นกล้อง DSLR , กล้องคอมแพค และกล้องในโทรศัพท์มือถือ โดย JPG/JPEG เป็นไฟล์ภาพรูปแบบทั่วไป ไฟล์ภาพจะมีการบีบอัดข้อมูล เพื่อไม่ให้ไฟล์นั้นใหญ่จนเกินไป ทำให้เปิดดูภาพได้เร็ว โปรแกรมทั่วไปสามารถเปิดดูได้

JPG/JPEG แตกต่างจากไฟล์ชนิดอื่นอย่างไร?

ไฟล์ JPG/JPEG ไม่ได้แตกต่างจากไฟล์ภาพชนิดอื่นๆ เท่าไหร่ แถมยังนิยมใช้กันมากและใช้ทั่วไป ภายในกล้องจะเพิ่มสีสัน เพิ่มความคมชัด เซตค่าต่างๆ เรียบร้อย ถ้าเปรียบเทียบในแง่คุณภาพและรายละเอียดของภาพแล้ว ถือว่ายังด้อยกว่าไฟล์ RAW แต่ก็ง่ายต่อคนที่ยังแต่งภาพไม่ค่อยเป็น และสามารถนำภาพไปใช้ได้เลย

ข้อเสียของไฟล์ JPG/JPEG 

ไม่เหมาะกับงานพิมพ์คุณภาพสุง และการแต่งภาพ ดึงภาพได้พอสมควร แต่ก็ไม่ถึงกับมากเกินไป

 

ภาพแต่ละภาพก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผลงาน ไม่ว่าคุณจะถ่ายแบบไหนมา ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความสามารถของแต่ละคนด้วยครับ ดังนั้นรักสิ่งไหนควรตั้งใจศึกษา ฝึกฝนกันบ่อยๆ ผมก็ไม่ได้เก่งอะไรมากมาย เอาเป็นว่าเอาใจช่วยทุกๆ คนนะครับ

 

ทำกรอบรูปง่ายๆ ตามสไตล์คุณ!! | Photoshop

 

วิธีง่ายๆ ไม่ถึง 10 นาที คุณก็สามารถทำกรอบรูปแบบอย่างง่ายสไตล์คุณได้แล้วครับ วิธีการทำไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย ลองมาทำดูครับ

Continue reading

1.เปิดไฟล์ภาพ >> เลือกเครื่องมือ Rectangular Marguee Tool เพื่อหาระยะกรอบที่เราต้องการ

border-1

2.เลือก Edit in Quick Mask Mode

border-2

3.เลือก Filter ที่จะใช้ อาจจะใช้ Crystallize หรือ อื่นๆ ในที่นี่ผมใช้ Filter >> Pixelate >> Color Harftone >> ปรับตั้งค่าตามที่เราต้องการ

border-3

4.จะได้ผลลัพธ์

border-4

5. เลือก Edit in Quick Mask Mode กลับเป็นปรกติ และเลือก Select >> Inverse (ctrl+shift + i) และเพิ่ม Layer เพื่อที่จะทำเป็นตัวกรอบ

border-5

6. เลือกเครื่องมือ Piant Bucket Tool >> เลือกสีที่เราต้องการเทใส่ใน Layer ที่เราสร้างขึ้นใหม่ >> Select >> Deselect (ctrl+d) จะได้ผลลัพธ์ดังกล่าว

border-6

 

หลังจากนี้เราอาจจะเพิ่มสีสัน เพิ่มเงา กรอบนูน ตัดต่อทำเป็นกรอบที่เราต้องการตามสไตล์ของเราได้ครับ หรือเราสามารถนำกรอบของภาพนี้ไปเป็นกรอบของภาพอื่นได้ด้วยครับ โดยการเริ่มต้นจากขั้นตอนที่ 5 แต่ไม่ต้อง Inverse จากนั้นดับเบิ้ลคลิก ตัว Layer เพื่อให้เป็น Layer 0 จากนั้น Delete ทำให้ส่วนด้านในว่าง จะได้ดังภาพครับ เพียงเท่านี้ก็สามารทำเป็นกรอบของภาพอื่นได้ครับ

border-8

 

 

 

 

 

ทำภาพพาโนรามา ด้วย Photoshop | Photoshop

 

ทำภาพพาโนรามา ง่ายๆ โดยใช้โปรแกรม Adobe Photoshop ขอผมใช้ cs4 นะครับ เคยใช้ cs6 ไม่รู้ว่าจะเก็บไว้ที่เดียวกันหรือเปล่า และปัจจุบันกล้องถ่ายภาพก็จะมีฟังก์ชั่นไว้ให้เรียบร้อยแล้วด้วยครับ

Continue reading

          พาโนรามา หรือ แพนโนรามา (Panorama) คือภาพที่สร้างขึ้นโดยการนำภาพชุดหลายๆ ภาพมาต่อกันเป็นภาพใหญ่ภาพเดียว มีแนวภาพในแนวนอนกว้างกว่าแนวสูง มากกว่า 2 เท่าขึ้นไป หรือจะเรียกว่าเป็นการสร้างภาพวิวที่เห็นสมบูรณ์เต็มตาซึ่งไม่สามารถถ่ายได้ในช็อตเดียว (Single Shot) ให้มาอยู่ในเฟรมเดียวกันได้ เช่น ภาพทิวทัศน์ เพื่อให้ภาพน่าดูยิ่งขึ้น

Panorama ชื่อนี้มาจากคำว่า pan+o+rama

  • แพน (pan) เป็นอาการที่คนถ่ายภาพยนตร์ยืนอยู่กับที่แล้วเล็งกล้องเอี้ยวตัวจากซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้าย โดยส้นเท้าต้องไม่ขยับไปจากจุดที่ยืนอยู่ หรืออีกอย่างหนึ่ง ตั้งกล้องบนขาตั้งก็จะอยู่กับที่ได้อย่างแน่นอน
  • ตัวโอ (o)  เป็นตัวเชื่อมคำสนธิแบบฝรั่ง
  • รามา (rama) หมายถึงจอหนังหรือภาพ

ขั้นตอนง่ายๆ

1.เตรียมภาพที่เราถ่ายไว้ (ในจุดที่เราถ่าย กดชัตเตอร์พร้อมแพนกล้องไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะพอ)

2.เปิดโปรแกรม Adobe Photoshop

3.ไปที่ File >> Automate >> Photomerge

panorama-2

 

4.Browse เพื่อเลือกภาพที่ต้องการต่อเป็นภาพพาโนรามา จากนั้น กด OK โปรแกรมจะรวมเป็นภาพเดียว

panorama-3

 

ความหมายของ Layout

  • Auto = โปรแกรมจะทำการต่อภาพให้อัตโนม้ติ
  • Perspective = คำสั่งที่จะกำหนดให้ภาพกลาง เป็นภาพหลักในกาต่อภาพ และนำมาภาพต่อทางซ้ายและขวา
  • Cylindrical = ขยายภาพส่วนกลาง และนำภาพอื่นๆ มาต่อเข้ากับอีกครั้ง
  • Reposition = เรียงภาพต่อเนื่องกันไป ไม่มีการปรับขนาดภาพ
  • Spherical = ต่อภาพโดยการปรับมุมมองของภาพให้โค้ง เหมือนกับทรงกลม
  • Collage = ต่อภาพแต่ไม่มีการบิดรูปทรงของแต่ละภาพ

5.ได้ภาพภาพพาโนรามา จากนั้นให้ทำการ Crop ภาพในส่วนที่เราต้องการ และ Save

panorama-4

 

 

พื้นฐานง่ายๆ ของการออกแบบกราฟิก (ตอนที่ 2 การจัดองค์ประกอบ)

 

จากที่เรียนรู้องค์ประกอบกราฟิก ในครั้งที่แล้ว วันนี้ก่อนจะจัดองค์ประกอบ ต้อเข้าใจว่า ผลงานที่จะสร้างสามารถสื่อตามความหมายที่ต้องการหรือเปล่า จุดเด่นและภาพรวมสื่อไปในทางเดียวกันหรือเปล่า

Continue reading

การจัดองค์ประกอบ

skill พื้นฐานของการจัดองค์ประกอบ

    • จังหวะการวาง (Rhythm)  = การวางองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร สี รูปภาพ อาจจะวางซ้ำๆ หรือวางในระยะห่างที่เท่ากัน ทำให้เกิดจังหวะที่แตกต่างเพื่อให้ส่วนที่ต้องการเป็นจุดเด่น

rhythm

    • ความสอดคล้องขององค์ประกอบ (Harmony/Contrast) = การสร้างจุดเด่นโดยอาศัยความคล้ายกันขององค์ประกอบ  อาจจะทำให้กลมกลืนหรือส่วนที่แตกต่างโดดเด่นออกมา
      • ส่วนที่โดดเด่น ยังดูกลมกลืนกับองค์ประกอบ (Harmony)
      • ส่วนที่โดดเด่น แตกต่างกับองค์ประกอบ (Contrast)

harmony-contras

    • การจัดเรียงตำแหน่งขององค์ประกอบให้เป็นลำดับ (Alignment) = จัดให้อ่านง่าย สบายตา รู้ได้ทันทีว่าต้องเริ่มอ่าน-จบตรงไหน มีทิศทางการมองที่ชัดเจน

alignment

    • สัดส่วนขององค์ประกอบ (Proportion) = สัดส่วนที่แตกต่างกันของจุดเด่นและองค์ประกอบอื่นๆ ที่ไม่ใช่จุดเด่น ควรจะมีความแตกต่างอย่างชัดเจนในระดับหนึ่ง จึงจะเพิ่มความสนใจให้กับจุดเด่น

proportio

    • การรวมกลุ่มขององค์ประกอบ (Proximity) = การนำองค์ประกอบรองอื่นๆ มารวมกลุ่มไว้ใกล้ๆ จุดเด่น ควรวางแบบมีลำดับชัดเจน ไม่ว่าจะด้วยขนาดหรือสี เพื่อไม่ให้เกิดจุดเด่นซ้อนกัน)

proximity

รูปแบบของการจัดองค์ประกอบ

    • แบบ Unity  = เลือกองค์ประกอบที่สื่อความหมายไปในทิศทางเดียวกัน

unity

    • แบบ Balance = แบ่งออก 2 แบบ Balance คือ รูปทรงเหมือนกันทั้งซ้ายทั้งขวา และ Balance ด้วยน้ำหนัก ผลงานไม่หนักไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่มองดูแล้วมีน้ำหนักเท่ากัน โดยใช้องค์ประไม่ว่าจะเป็น สี รูปทรง

balance

    • แบบเน้นจุดสนใจ Point of interest = การวางตำแหน่งจุดเด่นลงไป แล้วใช้วิธีต่าง ๆ ให้จุดเด่นเกิดความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น

point-of-interest

ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบ หรือการจัดวางองค์ประกอบ เป็นสีงที่ต้องเข้าใจ ควรที่อ่านทฤษฎี ฝึกฝนเรื่อยๆ และดูผลงานจากที่ต่างๆ เพื่อที่จะให้เข้าใจแล้วทำเป็นสไตล์ตัวเอง จะได้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ นะครับ

อ้างอิงจากหนังสือ Graphic Design Artwork

พื้นฐานง่ายๆ ของการออกแบบกราฟิก (ตอนที่ 1 องค์ประกอบงานกราฟิก)

 

สิ่งที่สำคัญในการออกแบบกราฟิก คือ การจัดวางองค์ประกอบของงานออกแบบ หรือเรียกว่า “การวางคอมโพส” ซึ่งผลงานจะออกมาดีหรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ครับ

Continue reading

การวางคอมโพส เป็นการนำองค์ประกอบของ สี ตัวอักษร เส้น รูปภาพ หรืออื่นๆ มาวางในพื้นที่ที่จะสร้างผลงานนั้นๆ ที่ต้องการสื่อออกมา ก่อนจะไปถึงจุดของการออกแบบ เราก็ควรที่จะรู้ถึงองค์ประกอบในการออกแบบด้วยเช่นกันครับ

องค์ประกอบงานกราฟิก

เส้น (Line) รูปทรงของเส้นจะสื่อถึงความรู้สึกที่ต่างกันออกไป

line

    • เส้นแนวนอน = สงบ ราบเรียบ
    • เส้นแนวตั้ง = มั่นคง
    • เส้นทแยง = ไม่มั่นคง
    • เส้นตัดกัน = แข็งแกร่ง หนาแน่น
    • เส้นโค้ง = อ่อนน้อม
    • เส้นประ = ไม่สมบูรณ์
    • เส้นโค้งแบบคลื่น = นิ่มนวล
    • เส้นโค้งก้นหอย = ไม่มีที่สิ้นสุด
    • เส้นซิกแซ็ก = อันตราย

รูปร่าง (Shape) , รูปทรง (Form) , น้ำหนัก (Value)

Shape-Form-Value

    • รูปร่าง = องค์ประกอบต่อจากเส้น ในรูปร่าง 2 มิติ ความกว้างและความยาว หรือสูง
    • รูปทรง = รูปร่าง 3 มิติ เป็นการเพิ่มความลึกเข้ามา
    • น้ำหนัก = เป็นส่วนเสริมให้รู้ว่ารูปทรงจะมีขนาดหนักเบา หรือโปร่ง

พื้นผิว (Texture) เป็นอีกองค์ประกอบว่างานนั้นจะออกมาในแนวไหน สื่อถึงความเก่า-ใหม่ สื่อถึงงานปาร์ตี้ ฯลฯ รวมทั้งวัสดุที่ใช้พิมพ์จะเพิ่มให้ผลงานเหมาะวมมากยิ่งขึ้น เช่น การ์ดเชิญไปงานเลี้ยง ก็อาจจะเป็นกระดาษที่หรูหรา แวววาว เป็นต้น

ที่ว่าง (Space) พื้นที่หรือพื้นหลัง ที่ผู้ออกแบบอาจจะตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจให้มี ซึ่งที่ว่างจะช่วยให้สามารถควบคุมองค์ประกอบไม่ให้หนักหรือบางเกินไป เป็นการช่วยเสริมจุดเด่นมากขึ้น

สี (Color) หัวใจสำคัญของการออกแบบ เพราะสีจะสีอารมณ์ได้อย่างชัดเจน เช่น งานร็อคคอนเสิร์ต ใช้สีโทนร้อน เป็นต้น

    • สีแดง = อันตราย เร่าร้อน รุนแรง
    • สีส้ม = สว่าง เร่าร้อน
    • สีเหลือง = สว่าง สดใส
    • สีเขียว = สดชื่น พักผ่อน
    • สีน้ำเงิน = สงบ ผ่อนคลาย
    • สีม่วง = มีเลศนัย
    • สีน้ำตาล = สงบเงียบ
    • สีขาว= บริสุทธิ์ สะอาด
    • สีดำ =หดหู่ เศร้าใจ

นอกจากสีจะแสดงถึงความรู้สึกต่าง ๆ แล้ว เมื่อนำมาใช้ร่วมกันยังสามารถสื่ออารมณืได้อีกแบบเช่นกัน โดยแบ่งออกเป็น 2 วรรณะ คือ วรรณะร้อน (Warm Tone Color) และ วรรณะเย็น (Cool Tone Color) 

colorเทคนิคการใช้สีมีอยู่มากมายแล้วแต่จะเลือกใช้ เพื่อให้ภาพนั้นมีจุดเด่น มีอารมณ์ ตามผลงานหรือวัตถุประสงค์นั้นๆ โดยการใช้สีมีอยู่ 4 รูปแบบ คือ

    • Mono = การใช้สีโทนเดียว เช่น สีแดง เป็นจุดเด่น ส่วนที่เหลือก็จะเป็นสีที่ใกล้เคียงกับสีแดงหรือลดความเข้มของสีแดงลงไป

mono

    • Complement = การใช้สีที่ตัดกัน แดง-เขียว หรือ น้ำเงิน-ส้ม เป็นต้น ควรใช้สีหนึ่ง 80% อีกสีที่สอง 20% หรือ 70%-30%

complement

    • Triad = การใช้ 3 สี สามเหลี่ยมด้านเท่ามาใช้งาน

triad

    • Analogic = การใช้สีข้างเคียงที่ติดกันในวงจรสีด้านละสีมาใช้งาน

analogic

ตัวอักษร (Type) เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้สีเช่นกัน เพราะนักออกแบบบางคนก็ใช้เพียงแค่ตัวอักษร ก็สามารถทำให้สื่อถึงผลงานนั้นได้ดีเยี่ยม มี Proportion ของฟอนต์ 3 แบบ คือ ธรรมดา(Normal) ตัวหนา(Bold) ตัวเอียง(Italic) แต่ละส่วนก็จะแยกย่อยไปอีก บางคนอาจจะกล่าวว่า “แค่ตัวอักษรเอง ทำไม?” แต่ถ้าได้เรียนรู้แล้วจะทำให้ผลงานของเราดียิ่งขึ้น โดยตัวอักษรหลักๆ ที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมี 4 แบบ คือ

    • Serif = เป็นระเบียบ เป็นทางการ
    • San Serif = อ่านง่าย ดูทันสมัย ไม่เป็นทางการมากนัก
    • Antique = แสดงถึงความชัดเจน ยุดสมัย
    • Script = ไม่เป็นทางการ มีความเป็นกันเอง

การเลือกฟอนต์ไปใช้ควรคำนึงถึง ความหมายต้องเข้ากัน และอารมณืของฟอนต์ต้องไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้การวางตำแหน่งก็สำคัญเช่นกัน โดยส่วนใหญ่แล้วธรรมชาติของคนไทยจะอ่านจากซ้ายไปขวา บนลงล่าง จุดเด่นควรมีจุดเดียว และไม่ควรใช้ฟอนต์หลายแบบเกินไป

อ้างอิงจากหนังสือ Graphic Design Artwork

อะไร? ยังไง? ทำไมต้อง Adobe Photoshop

อะไร? คือ Photoshop หลายคนที่ไม่รู้จักได้ตั้งคำถามขึ้น นี่คือโปรแกรมอะไร ทำอย่างไร โปรแกรมประยุกต์อื่นๆมากมาย แล้วทำไม? และหลายคนที่รู้จักคงต้องนึกถึง Photoshop เป็นอันดับแรกแน่นอนครับ

Continue reading

วันนี้เราจะมารู้ประวัติโดยย่อของโปรแกรม Adobe Photoshop โดยส่วนใหญ่เรียกสั้น ๆ ว่า โฟโตชอป (Photoshop) เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่ใช้ในการจัดการ ตกแต่งหรือแก้ไขภาพ โดยไฟล์จัดเก็บในรูปแบบเฉพาะของตัวโปรแกรมเอง จะใช้นามสกุลของไฟล์ว่า .psd โดยบริษัท อะโดบีซิสเต็มส์ (Adobe Systems) นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมอื่นๆ ในส่วนของ Adobe ด้วยเช่นกัน 

ps-2

ความสามารถในการตกแต่งภาพ เช่น การปรับแก้,เพิ่มสีและแสง  ลบภาพที่มีรอยแตก  การทำภาพซีเปีย  การทำภาพพาโนรามา การตัดต่อภาพ ออกแบบภาพเล็กๆ เป็นต้น และยังสามารถนำไปต่อยอดในโปรแกรมต่างๆได้อีก เช่น ในการตัดต่อวิดีโอ ทำเว็บไซต์ เป็นต้น

สรุปโดยส่วนใหญ่ก็ใช้ในการตกแต่ง-ตัดต่อภาพครับ ในเรื่องของการออกแบบงานเล็กๆ ก็ใช้ได้ครับ แต่ถ้าเรื่องงานใหญ่ๆ จริงๆแล้วต้องใช้โปรแกรม Adobe Illuatrator ครับ หรือบางคนที่คิดว่าโปรแกรมอื่นมีมากมาย ก็ไปลองใช้กันดูนะครับ บางโปรแกรมก็ขึ้นอยู่กับคนที่จะถนัดใช้มากกว่า